Resumable Upload ด้วย tus Protocol: อัปโหลดไฟล์ใหญ่ เน็ตหลุดก็ไม่ต้องเริ่มใหม่

โดย CyberMAN


PHP · CODEIGNITER 4 · LARAVEL

Resumable Upload ด้วย tus Protocol: อัปโหลดไฟล์ใหญ่ เน็ตหลุดก็ไม่ต้องเริ่มใหม่

เคยอัปโหลดไฟล์ 2 GB ค้างอยู่ที่ 90% แล้วเน็ตหลุดไหมครับ? บทความนี้พาไปรู้จัก tus protocol และไลบรารี tus-php ที่ทำให้การอัปโหลดไฟล์ใหญ่ "หยุดแล้วต่อ" ได้จริง พร้อมตัวอย่างโค้ดสำหรับ CodeIgniter 4 และ Laravel

อัปโหลดสำเร็จแล้วหลุดกลางทาง แต่ resume ต่อจากจุดเดิมได้รอคิวอัปโหลด

01ทำไมการอัปโหลดไฟล์ใหญ่ถึง "พัง" ได้ง่าย

ลองนึกภาพผู้ใช้กำลังอัปโหลดวิดีโอขนาด 1.5 GB ผ่านฟอร์ม HTML ธรรมดา ใช้เวลาไปแล้วกว่าครึ่งชั่วโมง แถบโปรเกรสขยับมาถึง 92% แล้วจู่ ๆ Wi-Fi ก็หลุด หรือเบราว์เซอร์แครช ผลลัพธ์คือไฟล์ที่อัปโหลดไปทั้งหมดสูญเปล่า ผู้ใช้ต้องกดอัปโหลดใหม่ตั้งแต่ไบต์แรก

ปัญหานี้เกิดจากธรรมชาติของการอัปโหลดแบบ multipart/form-data ทั่วไป ซึ่งเซิร์ฟเวอร์มองไฟล์ทั้งก้อนเป็นคำขอเดียว ถ้าคำขอนั้นไม่จบสมบูรณ์ เซิร์ฟเวอร์จะไม่รู้เลยว่าไบต์ไหนมาถึงแล้วบ้าง และต้องทิ้งข้อมูลทั้งหมดไป ยิ่งผู้ใช้อยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร เช่น ใช้เน็ตมือถือระหว่างเดินทาง ปัญหานี้ก็ยิ่งเกิดถี่ขึ้น

ทางออกที่หลายระบบใหญ่ ๆ อย่าง Vimeo หรือ Google Drive ใช้กันคือการอัปโหลดแบบ resumable นั่นคือแบ่งไฟล์เป็นชิ้นเล็ก ๆ (chunk) ส่งทีละชิ้น แล้วให้เซิร์ฟเวอร์จดจำว่าไบต์ล่าสุดที่ได้รับคือไบต์ที่เท่าไร เมื่อการเชื่อมต่อกลับมา ฝั่งไคลเอนต์ก็แค่ถามเซิร์ฟเวอร์ว่า "ตอนนี้ได้รับไปถึงไหนแล้ว" แล้วส่งต่อจากจุดนั้น ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

02รู้จัก tus: มาตรฐานเปิดสำหรับ Resumable Upload

tus เป็นโปรโตคอลแบบเปิดที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับการอัปโหลดไฟล์แบบ resumable บน HTTP จุดเด่นของ tus คือมันกำหนดมาตรฐานชัดเจนว่าไคลเอนต์กับเซิร์ฟเวอร์ควรคุยกันอย่างไร ทำให้นักพัฒนาไม่ต้องคิดค้น protocol ของตัวเองตั้งแต่ศูนย์ และมีไลบรารีรองรับในหลายภาษา ทั้งฝั่ง server (PHP, Node.js, Go) และฝั่ง client (JavaScript, iOS, Android)

สำหรับฝั่ง PHP มีไลบรารีชื่อ ankitpokhrel/tus-php ซึ่งเป็น implementation ของ tus server แบบ framework-agnostic หมายความว่าเอาไปต่อกับ CodeIgniter, Laravel หรือ PHP ล้วน ๆ ก็ได้ทั้งนั้น

03tus ทำงานอย่างไรเบื้องหลัง

หัวใจของ tus คือแนวคิดเรื่อง offset หรือ "ตำแหน่งไบต์ล่าสุดที่อัปโหลดสำเร็จ" ขั้นตอนคร่าว ๆ มีดังนี้

  1. ไคลเอนต์ส่งคำขอ POST ไปยังเซิร์ฟเวอร์เพื่อ "จอง" การอัปโหลดใหม่ พร้อมแจ้งขนาดไฟล์ทั้งหมด เซิร์ฟเวอร์จะตอบกลับ URL เฉพาะสำหรับไฟล์นั้น
  2. ไคลเอนต์ทยอยส่งข้อมูลเป็นชิ้น ๆ ด้วยคำขอ PATCH ไปยัง URL นั้น พร้อมระบุ offset ปัจจุบันในเฮดเดอร์
  3. ถ้าการเชื่อมต่อขาดระหว่างทาง ไคลเอนต์สามารถส่งคำขอ HEAD ไปถาม URL เดิมเพื่อเช็กว่าตอนนี้เซิร์ฟเวอร์มีข้อมูลถึงไบต์ไหนแล้ว
  4. จากนั้นไคลเอนต์ส่ง PATCH ต่อจาก offset ที่ได้รับ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลเดิมซ้ำเลย
จุดสำคัญ: ฝั่งเซิร์ฟเวอร์ต้องมีที่เก็บสถานะการอัปโหลด (เช่น ไฟล์ cache หรือ Redis) เพื่อจำว่าแต่ละ upload ID ไปถึงไบต์ไหนแล้ว ไลบรารี tus-php จัดการส่วนนี้ให้อัตโนมัติ

04ติดตั้งและสร้าง Server ด้วย tus-php

เริ่มจากติดตั้งไลบรารีผ่าน Composer

terminal
composer require ankitpokhrel/tus-php

โค้ดด้านล่างคือ tus server แบบมินิมอล ที่รับคำขอทุก method ของโปรโตคอล tus แล้วจัดการให้เองทั้งหมด

server.php
<?php

require __DIR__ . '/vendor/autoload.php';

use TusPhp\Tus\Server as TusServer;

// ใช้ 'file' cache สำหรับเริ่มต้น (เปลี่ยนเป็น 'redis' ได้เมื่อขึ้น production)
$server = new TusServer('file');

$server->setApiPath('/files')
       ->setUploadDir(__DIR__ . '/uploads');

$response = $server->serve();
$response->send();

exit(0);

เพียงเท่านี้ server.php ตัวนี้ก็พร้อมรับคำขอ OPTIONS, POST, HEAD, PATCH และ DELETE ตามสเปกของ tus แล้ว แต่ในงานจริงเราอยากผูกมันเข้ากับเฟรมเวิร์กที่ใช้อยู่มากกว่า ในส่วนถัดไปจะพาไปดูทั้ง CodeIgniter 4 และ Laravel

05ผูก tus-php เข้ากับ CodeIgniter 4

ใน CI4 เราสามารถสร้าง Controller ขึ้นมาตัวเดียวเพื่อรับทุกคำขอที่เกี่ยวกับการอัปโหลด แล้วส่งต่อให้ tus-php จัดการ จากนั้นแปลง response ของ tus-php กลับมาเป็น response ของ CI4

app/Controllers/UploadController.php
<?php

namespace App\Controllers;

use TusPhp\Tus\Server as TusServer;

class UploadController extends BaseController
{
    public function handle()
    {
        $server = new TusServer('file');
        $server->setApiPath('/upload/files')
               ->setUploadDir(WRITEPATH . 'uploads');

        $response = $server->serve();

        // ส่ง response ที่ tus-php สร้างไว้กลับไปตรง ๆ
        return $this->response
            ->setStatusCode($response->getStatusCode())
            ->setBody($response->getContent());
    }
}

จากนั้นเปิดทางให้ทุก HTTP method ที่ tus ต้องใช้วิ่งเข้ามาที่ Controller เดียวกัน ใน app/Config/Routes.php

app/Config/Routes.php
$routes->match(
    ['get', 'post', 'patch', 'head', 'options', 'delete'],
    'upload/files(.*)',
    'UploadController::handle'
);

เก็บไฟล์ไว้ใต้ WRITEPATH ตามธรรมเนียมของ CI4 ก็ปลอดภัยกว่า เพราะโฟลเดอร์นี้อยู่นอก document root และคุมสิทธิ์การเข้าถึงได้ง่ายกว่าโฟลเดอร์ใน public/

06ผูก tus-php เข้ากับ Laravel

แนวคิดเดียวกันสามารถนำไปใช้กับ Laravel ได้โดยประกาศ route แบบ closure ที่ดักทุก method และทุก path ย่อยภายใต้ /files

routes/web.php
use TusPhp\Tus\Server as TusServer;
use Illuminate\Support\Facades\Route;

Route::match(
    ['get', 'post', 'patch', 'head', 'options', 'delete'],
    '/files/{any?}',
    function () {
        $server = new TusServer('file');
        $server->setApiPath('/files')
               ->setUploadDir(storage_path('app/uploads'));

        $response = $server->serve();

        return response($response->getContent(), $response->getStatusCode())
            ->withHeaders($response->headers->all());
    }
)->where('any', '.*');

ข้อดีของการใช้ storage_path('app/uploads') คือไฟล์ที่กำลังอัปโหลดอยู่จะไม่ถูกเข้าถึงโดยตรงจากเว็บ ต้องผ่าน Controller หรือ route ที่เรากำหนดเองเท่านั้น ตรงกับแนวทาง security ที่ Laravel แนะนำสำหรับไฟล์ที่ยังไม่พร้อมเผยแพร่

07ฝั่ง Client: อัปโหลดแบบ Resumable ด้วย tus-js-client

ฝั่งหน้าเว็บ เราไม่จำเป็นต้องเขียน logic เรื่อง offset หรือ retry เองเลย เพราะมีไลบรารี tus-js-client ที่คุยกับ tus server ตามสเปกให้ครบแล้ว สิ่งที่เราต้องทำคือสร้าง instance ของ tus.Upload แล้วกำหนด endpoint กับ callback ต่าง ๆ

upload-form.html
<input type="file" id="fileInput" />
<progress id="uploadProgress" value="0" max="100"></progress>
<button id="pauseBtn">Pause</button>
upload.js
import * as tus from "tus-js-client";

let upload;

document.getElementById("fileInput").addEventListener("change", (e) => {
  const file = e.target.files[0];

  upload = new tus.Upload(file, {
    endpoint: "/upload/files",
    retryDelays: [0, 3000, 5000, 10000],
    metadata: {
      filename: file.name,
      filetype: file.type,
    },
    onError: (error) => console.error("Upload failed:", error),
    onProgress: (bytesSent, bytesTotal) => {
      const percent = ((bytesSent / bytesTotal) * 100).toFixed(1);
      document.getElementById("uploadProgress").value = percent;
    },
    onSuccess: () => {
      console.log("Upload finished:", upload.url);
    },
  });

  // ถ้ามี upload ที่ค้างไว้ก่อนหน้า ให้ resume ต่อแทนเริ่มใหม่
  upload.findPreviousUploads().then((previousUploads) => {
    if (previousUploads.length) {
      upload.resumeFromPreviousUpload(previousUploads[0]);
    }
    upload.start();
  });
});

document.getElementById("pauseBtn").addEventListener("click", () => {
  if (upload) upload.abort();
});

เมธอด findPreviousUploads() คือกุญแจสำคัญของ "resume" ฝั่งไคลเอนต์ มันจะเช็ก localStorage ของเบราว์เซอร์ว่าไฟล์นี้เคยเริ่มอัปโหลดไว้หรือยัง ถ้าเจอก็เรียก resumeFromPreviousUpload() เพื่อสานต่อจากจุดเดิมทันที โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย แม้จะปิดแท็บแล้วเปิดใหม่ก็ตาม

08REST Endpoint ของ tus Server

เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละคำขอ HTTP ทำหน้าที่อะไรบ้างในวงจรของ tus สรุปไว้ในตารางนี้

MethodEndpointหน้าที่
OPTIONS/filesถาม server ว่ารองรับฟีเจอร์อะไรบ้าง เช่น ขนาดไฟล์สูงสุด
POST/filesเริ่มอัปโหลดใหม่ แจ้งขนาดไฟล์ทั้งหมด ได้ URL เฉพาะกลับมา
HEAD/files/{id}เช็ก offset ปัจจุบันของไฟล์ที่กำลังอัปโหลดอยู่
PATCH/files/{id}ส่งข้อมูล chunk ต่อจาก offset เดิมไปเรื่อย ๆ จนครบ
DELETE/files/{id}ยกเลิกและล้าง upload ที่ค้างอยู่ ใช้ทำความสะอาด storage

09ข้อดี ข้อจำกัด และเมื่อไหร่ควรใช้

tus เหมาะมากกับงานที่ผู้ใช้ต้องอัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ เช่น ระบบอัปโหลดวิดีโอ ไฟล์ backup หรือไฟล์ CAD แต่ก็ไม่ใช่ทุกโปรเจกต์ที่จำเป็นต้องใช้ ลองดูข้อพิจารณาเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ

  • เหมาะ: ไฟล์ขนาดใหญ่กว่า 50-100 MB ขึ้นไป หรือกลุ่มผู้ใช้ที่เน็ตไม่เสถียร เช่น ใช้งานผ่านมือถือนอกสถานที่
  • เหมาะ: ระบบที่ต้องการให้ผู้ใช้สลับอุปกรณ์ได้ เช่น เริ่มอัปโหลดจากโน้ตบุ๊ก แล้วไปต่อจากมือถือ
  • ไม่จำเป็น: ฟอร์มอัปโหลดรูปโปรไฟล์หรือเอกสารขนาดไม่กี่ MB การใช้ multipart/form-data แบบปกติยังคุ้มค่ากว่าในแง่ความซับซ้อน
  • ข้อควรระวัง: ต้องวางแผนเรื่อง storage สำหรับ chunk ที่ค้างไว้ และตั้งกลไกลบไฟล์ที่ไม่มีใครมา resume ต่อเป็นเวลานาน เพื่อไม่ให้ดิสก์เต็ม

10สรุป

การอัปโหลดไฟล์ใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นฝันร้ายของผู้ใช้อีกต่อไป ด้วย tus protocol และไลบรารี tus-php เราสามารถเปลี่ยนการอัปโหลดแบบ "พังแล้วเริ่มใหม่ทั้งหมด" ให้กลายเป็น "หยุดตรงไหน ก็ต่อจากตรงนั้น" ได้ โดยที่ไม่ต้องเขียนกลไก chunk และ offset เองตั้งแต่ศูนย์ ไม่ว่าจะใช้ CodeIgniter 4 หรือ Laravel แนวคิดก็เหมือนกันคือสร้าง endpoint เดียวให้รับทุก method ของ tus แล้วปล่อยให้ไลบรารีจัดการส่วนที่เหลือ

สำหรับใครที่กำลังจะเริ่มฟีเจอร์อัปโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ในโปรเจกต์ถัดไป ลองเริ่มจากการรันตัวอย่าง server แบบ minimal ในบทความนี้ดูก่อน แล้วค่อยปรับให้เข้ากับ authentication และ business logic ของระบบจริง



PHP CI MANIA - PHP Code Generator 

โปรแกรมช่วยสร้างโค้ด "ลดเวลาการเขียนโปรแกรม"
ราคาสุดคุ้ม  
http://www.phpcodemania.com